น้ำตาเศรษฐีนี: 15 ปีที่ทิ้งครอบครัวเพื่อความมั่งคั่ง

น้ำตาเศรษฐีนี: 15 ปีที่ทิ้งครอบครัวเพื่อความมั่งคั่ง สู่การคุกเข่าร่ำไห้หน้ากล่องเหล็กขึ้นสนิมในสลัม ที่เงินหมื่นล้านก็ซื้ออดีตกลับคืนมาไม่ได้!
รถยนต์โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม (Rolls-Royce Phantom) สีดำขลับ แล่นช้าๆ เข้ามาในซอยแคบๆ ของชุมชนแออัดชานเมืองที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขังและกลิ่นอับชื้น ความหรูหราของตัวรถขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านต่างพากันชะโงกหน้าออกมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบและเย็นฉ่ำ ‘ดาริกา’ อัครมหาเศรษฐีนีด้านอสังหาริมทรัพย์วัยสี่สิบห้าปี กำลังนั่งกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในการเจรจาธุรกิจระดับหมื่นล้าน
สิบห้าปีแล้ว… สิบห้าปีเต็มที่ดาริกาไม่ได้กลับมาเหยียบสถานที่แห่งนี้เลย
ในอดีต เธอคือผู้หญิงยากจนที่ต้องทนกัดก้อนเกลือกินกับ ‘สันติ’ สามีผู้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และลูกน้อยวัยกำลังน่ารักสองคนคือ ‘ตะวัน’ วัยเจ็ดขวบ และ ‘ฟ้าใส’ วัยห้าขวบ สันติเป็นคนดี เป็นพ่อที่รักลูกและรักเธอสุดหัวใจ แต่ความดีไม่อาจทำให้ท้องอิ่ม ความเหนื่อยล้าจากความยากจนบีบคั้นให้ดาริกาตัดสินใจทำสิ่งที่เด็ดขาดที่สุดในชีวิต เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าในคืนที่ฝนตกหนัก หันหลังให้กับเสียงร้องไห้จ้าของลูกๆ และสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของสามี
“ฉันทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วพี่สันติ ฉันจะไปสร้างตัว ฉันจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกจนกว่าฉันจะรวยล้นฟ้า! ดูแลลูกให้ดีก็แล้วกัน!” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ ก่อนจะก้าวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ตลอดสิบห้าปี ดาริกาใช้ความทะเยอทะยาน ความเด็ดขาด และความเลือดเย็นในการกรุยทางสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง เธอแต่งงานใหม่กับนักธุรกิจใหญ่ (และหย่าร้างในเวลาต่อมาเพื่อฮุบสมบัติ) เธอสร้างตึกระฟ้า กว้านซื้อที่ดิน และกลายเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เธอตั้งใจไว้เสมอว่า เมื่อเธอรวยถึงจุดที่ไม่มีใครดูถูกได้ เธอจะกลับมาหาครอบครัว จะเอาเงินฟาดหน้าทุกคนที่เคยหัวเราะเยาะ และจะรับสันติกับลูกๆ ไปอยู่ในคฤหาสน์หรู เพื่อไถ่บาปในใจ
วันนี้… เธอทำสำเร็จแล้ว และเธอพร้อมที่จะกลับมาทวงคืนครอบครัวของเธอ
ซากปรักหักพังแห่งความทรงจำ
รถหรูจอดสนิทที่หน้าตรอกเล็กๆ ดาริกาก้าวลงจากรถด้วยรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมคู่ละแสน ชุดสูทสั่งตัดรัดรูปตัดกับสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรม เธอบอกให้บอดี้การ์ดรอที่รถ และเดินเข้าไปในซอยเพียงลำพัง
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินมาถึงหน้า ‘บ้าน’ หรือแท้จริงแล้วคือเพิงสังกะสีผสมไม้ผุๆ ที่แทบจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ สภาพของมันทรุดโทรมยิ่งกว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนมาก ประตูไม้บานเก่าเปิดแง้มไว้เล็กน้อย บานพับขึ้นสนิมส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อดาริกาผลักมันเข้าไป
“พี่สันติ… ตะวัน… ฟ้าใส…” ดาริกาส่งเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หวังจะได้เห็นภาพสามีและลูกๆ วิ่งออกมารับ
แต่สิ่งที่รอเธออยู่… กลับเป็นความเงียบงันที่เยือกเย็นจนบาดขั้วหัวใจ
แสงแดดสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาสังกะสี กระทบลงบนบางสิ่งกลางห้อง ดาริกาเบิกตากว้าง ขาทั้งสองข้างของเธอหมดเรี่ยวแรงจนทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นไม้กระดานอย่างแรง!
บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง… มีเพียง ‘รูปถ่ายหน้าศพ’ ของสันติ ตั้งอยู่ท่ามกลางพวงมาลัยที่แห้งกรอบและกระถางธูปที่มีขี้เถ้าล้นออกมา ชายในรูปมีรอยยิ้มที่อบอุ่นและซื่อสัตย์ รอยยิ้มที่เธอทอดทิ้งไปเมื่อสิบห้าปีก่อน
“ม… ไม่จริง… พี่สันติ…” ดาริกาคลานเข่าเข้าไปที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาเล็กๆ น้ำตาที่เธอไม่เคยเสียให้ใครตลอดสิบห้าปีในวงการธุรกิจ บัดนี้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้น มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตเอื้อมไปสัมผัสกรอบรูปที่เปื้อนฝุ่น “พี่ตายได้ยังไง ทำไมไม่มีใครบอกฉัน… ทำไมพี่ไม่รอฉัน ฉันรวยแล้วนะพี่ ฉันมีเงินพันล้านมาให้พี่แล้ว ทำไมพี่ไม่อยู่ใช้เงินกับฉัน!”
เสียงสะอื้นของมหาเศรษฐีนีดังก้องไปทั่วเพิงไม้ที่ว่างเปล่า เธอร้องไห้จนตัวโยน ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ราวกับสึนามิ เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ความสำเร็จของเธอไม่มีความหมายอะไรเลย หากไม่มีคนที่เธออยากให้ร่วมชื่นชมอยู่เคียงข้าง
กล่องความลับใต้เตียง
หลังจากร้องไห้จนหมดแรง ดาริกาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เธอมองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่า เตียงไม้ไผ่เก่าๆ ที่เธอเคยนอนเบียดกับสามีและลูกยังคงตั้งอยู่ที่มุมห้อง เธอเดินเข้าไปใกล้ด้วยความอาลัย และในตอนนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างซ่อนอยู่ใต้เตียง
มันคือ ‘กล่องเหล็กใส่คุกกี้’ ขึ้นสนิมเขรอะ ซึ่งเป็นกล่องที่สันติมักจะใช้เก็บของมีค่าที่สุดในบ้าน
ดาริกาคุกเข่าลงอีกครั้ง เอื้อมมือไปดึงกล่องใบนั้นออกมา มือของเธอสั่นเทาขณะที่พยายามเปิดฝากล่องที่ฝืดและเต็มไปด้วยสนิม และเมื่อฝากล่องเปิดออก สิ่งที่อยู่ข้างในก็ทำให้ก้อนสะอื้นที่เพิ่งสงบลง กลับมาจุกอยู่ที่ลำคออีกครั้ง ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
ภายในกล่องไม่มีเงินทองหรือของมีค่าใดๆ แต่กลับเต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกพับอย่างประณีต ดาริกาหยิบสิ่งแรกขึ้นมาดู มันคือ ‘สมุดเงินฝากธนาคาร’ เล่มเก่าๆ ที่มีชื่อของเธอ ‘นางดาริกา’ เป็นเจ้าของบัญชี เมื่อเปิดดูด้านใน พบว่ามียอดเงินโอนเข้าทีละ 100 บาท 200 บาท 500 บาท อย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือนตลอดสิบห้าปี จนกระทั่งยอดเงินสุทธิอยู่ที่ 45,000 บาท
ข้างสมุดบัญชี มีจดหมายที่เขียนด้วยลายมือโยกเย้กของสันติแนบอยู่ ดาริกาคลี่มันออกอ่านผ่านม่านน้ำตา:
*”ถึง ดาริกา เมียรักของพี่… ถ้าดาริกาได้อ่านจดหมายฉบับนี้ พี่คงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว พี่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับหมอฮะ แต่พี่ไม่ยอมรักษาเพราะต้องเก็บเงินไว้ส่งตะวันกับฟ้าใสเรียนหนังสือ… ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา พี่เห็นข่าวของเธอตามหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ พี่ตัดเก็บไว้ทุกแผ่นเลยนะ พี่ภูมิใจในตัวเธอมาก เธอทำสำเร็จแล้วนะดาริกา เธอเป็นคนเก่งเสมอ…
สมุดบัญชีเล่มนี้ พี่แอบเอาชื่อเธอไปเปิดไว้ พี่ทำงานรับจ้าง แบกหาม เก็บของเก่า พี่หักเงินเก็บไว้ให้เธอทุกวัน วันละสิบบาท ยี่สิบบาท… พี่รู้ว่าตอนนี้เธอคงรวยล้นฟ้า เงินสี่หมื่นกว่าบาทนี่คงเป็นแค่เศษเงินของเธอ แต่พี่อยากเก็บไว้ให้เธอ… เผื่อวันไหนที่ธุรกิจเธอเกิดล้มละลาย หรือไม่มีใครอยู่เคียงข้างเธอ… ขอให้เธอรู้ไว้ว่า เงินก้อนนี้คือหยาดเหงื่อทั้งชีวิตของพี่ ที่พร้อมจะซับน้ำตาให้เธอเสมอ… พี่รักเธอนะดาริกา และพี่ไม่เคยโกรธเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว”*
ใต้จดหมายของสันติ คือสมุดวาดเขียนของเด็กๆ ที่มีรูปวาดครอบครัวสี่คนจับมือกัน พร้อมข้อความที่เขียนด้วยดินสอสี: “พ่อบอกว่าแม่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ แม่ไปสู้กับสัตว์ประหลาดความจนเพื่อพวกเรา เรารักแม่นะ รีบกลับมานะแม่”
“อ๊ากกกก!!! พี่สันติ!! ลูกแม่!!”
ดาริกากำจดหมายและสมุดบัญชีไว้แนบอก กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดแสนสาหัสกรีดลึกทะลุถึงวิญญาณ เงิน 45,000 บาทในสมุดบัญชีเล่มนี้ มีค่ามหาศาลยิ่งกว่าเงินสดพันล้านในตู้เซฟของเธอ มันคือชีวิต คือเลือดเนื้อ คือความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมอบให้ผู้หญิงที่ทิ้งเขาไป
เธอปล่อยให้เขานอนรอความตาย ปล่อยให้ลูกต้องกำพร้า ในขณะที่เธอสวมสร้อยเพชร ดื่มไวน์ขวดละแสน และลุ่มหลงในอำนาจจอมปลอม! เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคือคนที่ยากจนที่สุดในโลก เพราะเธอได้โยน ‘ขุมทรัพย์ที่แท้จริง’ ทิ้งไปกับมือ!
การเผชิญหน้า
ในขณะที่ดาริกากำลังกอดกล่องเหล็กร้องไห้อย่างแทบเสียสติ เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
ดาริกาเงยหน้าขึ้นมอง ชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ยืนชะงักอยู่หน้าประตู ทั้งสองมีใบหน้าที่ถอดแบบมาจากสันติไม่มีผิดเพี้ยน… ตะวัน ในวัยยี่สิบสองปี และ ฟ้าใส ในวัยยี่สิบปี ทั้งสองคนเพิ่งเลิกงานและกลับมาที่บ้าน
“ค… คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในบ้านของเรา?” ตะวันเอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่สายตาของเขาจะประสานเข้ากับดวงตาของดาริกา
ความทรงจำในวัยเด็กแล่นปราดเข้ามาในหัวของทั้งสองคน แม้เวลาจะผ่านไปสิบห้าปี แต่ใบหน้าของผู้เป็นแม่ที่ทิ้งพวกเขาไป ไม่เคยลบเลือนไปจากใจ
“แม่…” ฟ้าใสหลุดปากเรียกเสียงสั่น น้ำตาร่วงเผาะ แต่ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าเข้าไปหา ตะวันก็คว้าแขนน้องสาวไว้แน่น ดึงตัวฟ้าใสไปหลบด้านหลังของเขา แววตาของตะวันแปรเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นความเย็นชาและแข็งกร้าว
“ตะวัน… ฟ้าใส… แม่เองลูก แม่กลับมาแล้ว! แม่รวยแล้วนะลูก แม่มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู แม่มารับพวกหนูไปอยู่ด้วยกัน ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่นะลูก!” ดาริกาพยายามคลานเข่าเข้าไปหาลูกๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไป หวังจะสวมกอดเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
แต่ตะวันกลับถอยหลังหนีหนึ่งก้าว ปัดมือของดาริกาออกอย่างไม่ไยดี
“เก็บเงินของคุณไปเถอะครับ ‘คุณผู้หญิง’” ตะวันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “วันที่พวกเราต้องการคุณที่สุด คือวันที่พ่อกระอักเลือดอยู่บนเตียงนี้ วันที่ฟ้าใสไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมจนต้องโดนไล่ออก วันที่เราสองพี่น้องต้องคุ้ยขยะหาขวดพลาสติกไปขายเพื่อซื้อข้าวต้มมาป้อนพ่อ… วันนั้น คุณอยู่ที่ไหน?”
“แม่… แม่ขอโทษ… แม่ผิดไปแล้วลูก ให้โอกาสแม่นะ แม่จะชดใช้ให้ทุกบาททุกสตางค์ จะเอาสมบัติทั้งหมดให้พวกหนูเลย!” ดาริการ้องไห้สะอึกสะอื้น ยกมือขึ้นพนมกราบแทบเท้าลูกชาย
ฟ้าใสยืนร้องไห้เงียบๆ อยู่ด้านหลังพี่ชาย เธอสงสารแม่ แต่บาดแผลในใจมันลึกเกินกว่าจะรักษา
ตะวันก้มมองผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “คุณดาริกาครับ… เงินพันล้านของคุณ ซื้อชีวิตพ่อผมกลับมาได้ไหม? เงินของคุณ ซื้อวัยเด็กที่หายไปของพวกเรากลับมาได้หรือเปล่า? พ่อสอนเสมอว่าอย่าเกลียดแม่ เพราะแม่กำลังต่อสู้เพื่อพวกเรา… แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า คุณไม่ได้สู้เพื่อใครเลย คุณสู้เพื่อความโลภของตัวเองต่างหาก”
ตะวันเดินเข้าไปหยิบ ‘รูปถ่ายหน้าศพ’ ของสันติมากอดไว้แนบอก “บ้านหลังนี้ไม่ใช่ที่ของคุณอีกต่อไปแล้วครับ เชิญคุณกลับไปอยู่ในคฤหาสน์ที่โดดเดี่ยวของคุณเถอะ ส่วนผมกับน้อง เราดูแลตัวเองได้ เรามีความสุขดีกับ ‘ความทรงจำ’ ที่พ่อทิ้งไว้ให้… ลาก่อนครับ”
คำพูดของตะวันเป็นดั่งการพิพากษาประหารชีวิต!
ตะวันจูงมือน้องสาวเดินหันหลังออกจากบ้านไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้ดาริกานั่งทรุดอยู่กลางพื้นกระดานผุพัง ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา
อัครมหาเศรษฐีนีหมื่นล้านนั่งกอดกล่องเหล็กขึ้นสนิม ร้องไห้โหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมานที่สุดในชีวิต เธอมีเงินมากมายพอที่จะซื้อโลกทั้งใบได้ แต่เธอไม่มีวันซื้อคำว่า ‘ครอบครัว’ กลับคืนมาได้อีกแล้ว… ตลอดกาล.



